ขายผ่านแพลตฟอร์ม VS ขายเอง ภาระภาษีต่างกันอย่างไร และจุดเสี่ยงทางภาษีต้องระวัง
โดย
 |
| |
ขายผ่านแพลตฟอร์ม VS ขายเอง ภาระภาษีต่างกันอย่างไร และจุดเสี่ยงทางภาษีต้องระวัง
|
ในปัจจุบันผู้ประกอบการสามารถเลือกได้ว่าจะขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เป็นที่นิยมต่าง ๆ หรือขายผ่านช่องทางของตนเอง เช่น เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือการมีหน้าร้าน แม้ว่ารูปแบบการขายจะต่างกัน แต่ผู้ประกอบการยังคงต้องเสียภาษีเงินได้และภาษีที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ธุรกรรมออนไลน์มักทิ้งร่องรอยในรูปแบบ Digital Footprint ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากแพลตฟอร์ม ซึ่งกรมสรรพากรได้กำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ตรงตามเงื่อนไขต้องนำส่งข้อมูลรายได้ของผู้ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มของตนแก่กรมสรรพากรหรือการรับชำระเงินผ่านธนาคาร ทำให้หน่วยงานรัฐสามารถตรวจสอบความสอดคล้องของรายได้ได้ หากผู้ประกอบการบันทึกรายการไม่ครบถ้วนหรือไม่เป็นระบบ อาจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนและถูกประเมินภาษีจากข้อมูลที่เจ้าหน้าที่มีอยู่ได้ แม้การขายแบบรับเงินสดอาจลดการตรวจสอบได้บางส่วน แต่ย่อมจำกัดการเติบโตของธุรกิจและยังคงมีความเสี่ยงจากข้อมูลของคู่ค้าหรือเอกสารทางภาษีที่สามารถนำมาใช้ตรวจสอบย้อนหลังได้ ดังนั้นภาษีจึงไม่ควรถูกมองเป็นภาระที่ต้องหลีกเลี่ยง แต่ควรบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยจัดทำบัญชีและเอกสารให้ครบถ้วน ถูกต้อง และสอดคล้องกัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว จุดเสี่ยงทางภาษี : การเติบโตของธุรกิจออนไลน์ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ลักษณะของธุรกรรมออนไลน์ที่มีความรวดเร็วและหลากหลายช่องทางการชำระเงิน อาจทำให้ผู้ประกอบการมองข้ามประเด็นสำคัญทางภาษีบางประการ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านภาษีและการถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้ โดยจุดเสี่ยงที่พบได้บ่อยมีดังนี้ 1. การรับรู้รายได้ไม่ถูกประเภทและไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ : ธุรกิจออนไลน์จำนวนไม่น้อยที่มีรายได้จากการขายสินค้าและจากการให้บริการรูปแบบต่าง ๆ ควบคู่กันไป ผู้ประกอบการจึงควรจำแนกประเภทเงินได้และคำนวณภาษีให้ถูกต้องตามเกณฑ์ของบุคคลธรรมดา/นิติบุคคล 2. การไม่บันทึกรายได้ให้ครบถ้วน : รายได้จากหลายแพลตฟอร์มอาจตกหล่นหรือบันทึกเป็นยอดสุทธิแทนยอดเต็ม เสี่ยงข้อมูลไม่ตรงกับธุรกรรมที่หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ 3. เข้าใจเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มคลาดเคลื่อน : ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่า การขายสินค้าออนไลน์ให้แก่ผู้บริโภคทั่วไปไม่จำเป็นต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตาม หากรายได้จากการประกอบกิจการเกิน 1.8 ล้านบาท แม้ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก็ถูกประเมินภาษี พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มย้อนหลังได้ 4. จัดการค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าโฆษณาไม่ถูกต้อง : ธุรกิจออนไลน์มักมีค่าใช้จ่ายที่สำคัญ เช่น ค่าคอมมิชชั่นของแพลตฟอร์ม ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน หรือค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งต้องมีเอกสารรองรับและจัดการภาษีที่เกี่ยวข้อง (เช่น หัก ณ ที่จ่าย) ให้ถูกต้อง มิฉะนั้น อาจใช้เป็นรายจ่ายไม่ได้ และเมื่อเสียภาษีไม่ถูกต้องย่อมอาจมีความรับผิดเบี้ยปรับเงินเพิ่ม 5. ขาดระบบการจัดการเอกสารที่ส่งผลต่อการบันทึกรายการทางบัญชีไม่ครบถ้วน : ธุรกิจออนไลน์บางรายเริ่มต้นจากการดำเนินกิจการขนาดเล็ก ทำให้ไม่ได้จัดทำระบบเอกสารทางบัญชีอย่างเป็นระบบ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานค่าใช้จ่าย เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นการขาดเอกสารดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาในการบันทึกรายได้ไม่ครบถ้วนและปัญหาการไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้เพราะไม่มีเอกสารรองรับ
|
จากบทความ “ภาษีธุรกิจออนไลน์ วางแผนถูก ได้ประโยชน์ ลดความเสี่ยง” Section: Cover Story/ Column: Cover Story ผู้เขียน หทัยรัตน์ สุขประเสริฐ อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ได้ที่ วารสารเอกสารภาษีอากร ปีที่ 45 ฉบับที่ 537 เดือนมิถุนายน 2569 หรือสมัครสมาชิก “วารสารเอกสารภาษีอากร” เพื่อรับสิทธิอ่านและสืบค้นบทความ ผ่านระบบ e- Magazine Index
|
|
| |
| |
|
|

|