ลิขสิทธิ์คืออะไร ? เกิดขึ้นเมื่อไร ? และคุ้มครองอย่างไร ?
โดย
 |
| |
ลิขสิทธิ์คืออะไร ? เกิดขึ้นเมื่อไร ? และคุ้มครองอย่างไร ?
|
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 ลิขสิทธิ์ คือ สิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่ผู้สร้างสรรค์มีในงานที่ตนสร้างขึ้น ครอบคลุมงานสร้างสรรค์หลากหลายประเภท ได้แก่ 1. งานวรรณกรรม เช่น หนังสือ บทความ และบทกลอน โดยการคุ้มครองงานในลักษณะนี้ยังครอบคลุมถึงซอร์สโค้ด (Source Code) ของซอฟต์แวร์ การจัดเรียงฐานข้อมูล (Database) หรือชุดข้อมูล (Data Set) ตลอดจนการเขียนเนื้อหา สตอรีบอร์ด (Storyboard) แผนผังรูปแบบรายการ และสคริปต์ในงานต่าง ๆ ซึ่งล้วนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์เช่นกัน 2. งานนาฏกรรม เช่น การเต้น การออกแบบท่าเต้น (Choreography) การแสดง 3. งานศิลปกรรม เช่น จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ภาพถ่าย 4. งานดนตรีกรรม 5. งานสิ่งบันทึกเสียง 6. งานโสตทัศนวัสดุ เช่น ภาพยนตร์ วิดีโอ เนื้อหาทั้งหมดที่มีการสร้างสรรค์ขึ้น และ 7. งานอื่น ๆ ในแผนกวรรณคดี แผนกศิลปะ หรือแผนกวิทยาศาสตร์ รวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (มาตรา 6) โดยให้การคุ้มครองงานสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ลอกเลียนงานของผู้อื่น (Originality) สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ต้องเข้าใจ คือ ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีโดยอัตโนมัติ ณ วินาทีที่งานสร้างสรรค์นั้นถูกแสดงหรือบันทึกออกมาในรูปแบบที่จับต้องได้ (Expression of Idea) ไม่ว่าจะเป็นการเขียนลงบนกระดาษ การวาดภาพ การบันทึกเสียง หรือการบันทึกไฟล์ดิจิทัลโดยไม่ต้องไปจดทะเบียนหรือขออนุญาตใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากหน่วยงานใดก็ตาม ดังนั้นการที่ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเช่นนี้ หมายความว่า เมื่อคุณจรดปากกาเขียนบทความลงกระดาษ คุณก็มีลิขสิทธิ์ในบทความนั้นทันที หรือเมื่อคุณวาดภาพเสร็จและบันทึกไว้ คุณก็เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพนั้นทันที ลิขสิทธิ์ให้การคุ้มครองผู้สร้างสรรค์ แต่ความคุ้มครองดังกล่าวมีอายุคุ้มครองจำกัด กล่าวคือ งานทั่วไปหากผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา ลิขสิทธิ์จะให้การคุ้มครองไปตลอดชีวิตของผู้สร้างสรรค์และหลังจากผู้สร้างสรรค์เสียชีวิตอีก 50 ปี และหากผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล งานนั้นจะมีอายุการคุ้มครองไปอีก 50 ปี นับแต่สร้างสรรค์ ไม่มีการต่ออายุ ผู้ที่มีลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวตามมาตรา 15 ได้แก่ (1) สิทธิในการทำซ้ำ (2) สิทธิในการดัดแปลง (3) สิทธิในการเผยแพร่ต่อสาธารณชน (4) สิทธิในการให้เช่า และ (5) สิทธิในการอนุญาตให้ผู้อื่นกระทำการใด ๆ ดังกล่าวข้างต้น การที่ผู้อื่นกระทำการใดในข้อ (1) ถึง (4) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์จะถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และอาจต้องรับโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญาตามมาตรา 27 - 32 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ยกเว้นแต่ว่าการกระทำดังกล่าวจะเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยเฉพาะภายใต้กลไกที่เรียกว่า Fair Use (ตามมาตรา 32 - 43) กล่าวคือ หากการกระทำดังกล่าว (ก) เป็นการดำเนินการเพื่อการศึกษาและวิจัย ไม่แสวงหากำไร (ข) เป็นการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวและครอบครัว (ค) เป็นการดำเนินการไปเพื่อวิจารณ์ ติชม หรือแนะนำผลงาน โดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ (ง) เป็นการใช้เพื่อประโยชน์ทางราชการหรือศาล (จ) เป็นการใช้งานเพื่อการสอนของครูโดยต้องไม่เป็นการหากำไร แต่สิ่งที่จะเป็นจุดตัดที่สำคัญ คือ การดำเนินการที่จะเข้า Fair Use ต้องเป็นการกระทำที่ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่กระทบสิทธิของเจ้าของงานเกินสมควร รวมถึงต้องมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น ๆ
|
จากบทความ “ลิขสิทธิ์ 101 สิ่งที่คนสร้างสรรค์และผู้ประกอบการต้องรู้” Section: Laws & News / Column: Business Law ผู้เขียน รับขวัญ ชลดำรงค์กุล อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ได้ที่วารสารเอกสารภาษีอากร ปีที่ 45 ฉบับที่ 537 เดือนมิถุนายน 2569 หรือสมัครสมาชิก “วารสารเอกสารภาษีอากร” เพื่อรับสิทธิอ่านและสืบค้นบทความ ผ่านระบบ e- Magazine Index
|
|
| |
| |
|
|

|