ยกระดับแรงงานไทย ทิศทางกฎหมายเพื่ออนาคตลูกจ้างที่มั่นคงและเป็นธรรม
โดย
 |
| |
ยกระดับแรงงานไทย ทิศทางกฎหมาย เพื่ออนาคตลูกจ้างที่มั่นคงและเป็นธรรม
|
โครงสร้างแรงงานไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้ถ่ายทอดมุมมองเชิงนโยบายและทิศทางการขับเคลื่อนงานของกระทรวงแรงงานในภาพใหญ่ ตั้งแต่การปรับปรุงกฎหมายแรงงาน การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการ การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับตลาด และการเตรียมความพร้อมของระบบแรงงานไทยในอนาคต “ปี 2569 ขับเคลื่อนภารกิจด้านแรงงานภายใต้นโยบาย Big Quick Win ของรัฐบาล เพื่อเร่งแก้ปัญหาแรงงานที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม นโยบายดังกล่าวไม่เพียงมุ่งหวังผลลัพธ์ระยะสั้นที่จับต้องได้ แต่ยังสะท้อนทิศทางการปรับบทบาทภาครัฐให้คล่องตัว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแรงงานและเศรษฐกิจยุคใหม่ ดังนั้น เป้าหมายเชิงปฏิบัติของปี 2569 จึงมุ่งเพิ่มโอกาสการมีงานทำ การยกระดับรายได้ และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานทั้งในปัจจุบันและอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการมีงานทำของแรงงานไทยทั้งในและต่างประเทศ การเชื่อมโยงแรงงานกับนายจ้างอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการพัฒนาฝีมือแรงงานในสาขาที่รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้คือกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบแรงงานไทยอย่างยั่งยืน กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและการให้บริการด้านแรงงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลางด้านแรงงาน กำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูล และกำหนดแนวทางการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานในสังกัดควบคู่กับการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลที่ชัดเจน ในระยะต่อไป มีแผนยกระดับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการให้บริการด้านแรงงาน การใช้ Data Fabric เพื่อให้หน่วยงานสามารถเชื่อมโยง เข้าถึงบริการ และใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งได้อย่างเป็นระบบ อัตโนมัติ และปลอดภัย โดยไม่ต้องนำข้อมูลมารวมไว้ที่จุดเดียว รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI รวบรวมและประมวลผลข้อมูลแรงงานจากหลายแหล่ง เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์ตลาดแรงงานแบบ Real-time เช่น การวิเคราะห์ช่องว่างทักษะ (Skill Gap) ระหว่างแรงงานกับความต้องการของตลาด การคาดการณ์ความต้องการแรงงานรายสาขาและรายพื้นที่ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า นำเทคโนโลยี AI มาพัฒนาระบบจับคู่แรงงานกับตำแหน่งงาน ลดความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะแรงงานกับความต้องการของนายจ้าง โดยระบบ AI Job Matching จะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลของทั้งแรงงานและตำแหน่งงานอย่างเป็นระบบและแม่นยำ พร้อมยกระดับการให้บริการประชาชนผ่าน AI Chatbot แก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง การให้บริการแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Service) เพื่อให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจสอบเอกสารและคำร้อง เพื่อความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อคุ้มครองข้อมูลด้านแรงงาน และสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บริการดิจิทัลของกระทรวงแรงงาน ในอนาคต กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีแผนปรับปรุงและพัฒนากฎหมายแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงานให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานและสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันมีร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ในด้านการคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างการผลักดันร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน เพื่อเพิ่มหลักประกันด้านสิทธิและความปลอดภัยของแรงงานนอกระบบ รวมถึงร่างพระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล เพื่อให้คนประจำเรือได้รับความคุ้มครองและได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคม นอกจากนี้ ยังมีแผนปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง สร้างหลักประกันในการจ่ายค่าชดเชย การปรับปรุงคณะกรรมการไตรภาคี รวมถึงการรับและพิจารณาคำร้องของพนักงานตรวจแรงงาน ในด้านแรงงานสัมพันธ์ กระทรวงแรงงานอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ โดยมุ่งเสริมสร้างเสรีภาพในการรวมตัว การเจรจาต่อรอง และการระงับข้อพิพาทแรงงานอย่างเป็นธรรม ในส่วนของสิทธิผู้ประกันตน กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการสร้างหลักประกันทางสังคมที่เป็นที่พึ่งของทุกกลุ่ม ทุกวัย และเป็นหลักประกันคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน โดยอยู่ระหว่างการเร่งปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับค่าครองชีพปัจจุบัน ทั้งการปรับเพดานค่าจ้าง และการปรับสูตรคำนวณบำนาญแบบ CARE เพื่อให้ผลลัพธ์สะท้อนรายได้ที่แท้จริงของผู้ประกันตนได้ครบถ้วน ขณะเดียวกัน ก็ยังให้ความสำคัญกับการขยายความคุ้มครองสู่แรงงานนอกระบบ โดยมุ่งดึงแรงงานอิสระเข้าสู่ระบบผ่านการเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงด้านรายได้ในการประกอบอาชีพ อาทิ การปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีคลอดบุตรเป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ และการปรับหลักเกณฑ์ข้อกำหนดด้านหลักฐานประกอบการเบิกสิทธิประโยชน์กรณีผู้ป่วยนอกที่เข้ารับการรักษาในคลินิกที่เข้าร่วมโครงการกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถานพยาบาลที่ไม่รับผู้ป่วยค้างคืน และสถานพยาบาลในต่างประเทศ ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย เป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ ทั้งนี้ ก็ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม โดยได้จัดทำยุทธศาสตร์ด้านการลงทุน ฉบับที่ 5 ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2568-2570) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเงินกองทุนประกันสังคมสะสม 2.9 ล้านล้านบาท จะได้รับการบริหารอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสร้างผลตอบแทนที่กลับคืนสู่ผู้ประกันตนได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”
|
บางส่วนจากบทความ : ยกระดับแรงงานไทย ทิศทางกฎหมายเพื่ออนาคตลูกจ้างที่มั่นคงและเป็นธรรม โดย : กองบรรณาธิการ / Section : - / Column : Cover Story อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่... วารสาร HR Society ปีที่ 24 ฉบับที่ 279 เดือนมีนาคม 2569
|
|
| |
| |
|
|

|