ผู้ประกันตนได้ประโยชน์อะไร? เมื่อต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม
โดย
 |
| |
ผู้ประกันตนได้ประโยชน์อะไร? เมื่อต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม
|
ตั้งแต่รับค่าจ้างเดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป ผู้ประกันตนถูกบังคับให้ต้อง “ออมเงิน” ในกองทุนประกันสังคมมากขึ้น ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569เป็นต้นไป
โดยกฎกระทรวงนี้ แบ่งฐานค่าจ้างสูงสุดในการคำนวณเงินสมทบออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 จำนวนไม่เกินเดือนละ 17,500 บาท ช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2572 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2574 จำนวนไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท ช่วงที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2575 เป็นต้นไป จำนวนไม่เกินเดือนละ 23,000 บาท โดยฐานค่าจ้างขั้นต่ำยังคงเท่าเดิม คือ 1,650 บาท หลายคนตั้งคำถามว่า เมื่อต้องจ่ายเงินสมทบมากขึ้น จะได้รับประโยชน์มากขึ้นหรือไม่? ผู้เขียนขออธิบายถึงผลหรือหลักการสำคัญของกฎกระทรวงดังกล่าว เพื่อให้ผู้ประกันตนรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากกฎกระทรวงฉบับนี้ 1. กฎกระทรวงนี้เป็นการปรับในเรื่อง “ฐานค่าจ้างสูงสุด” ที่จะนำไปคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนและนายจ้างในแต่ละเดือน การปรับฐานค่าจ้างขั้นสูงใหม่ เป็นจำนวน 17,500 บาท (ปี 2569 ถึงปี 2571) จึงมีผลเฉพาะกับผู้ประกันตนที่มีค่าจ้างเท่ากับหรือสูงกว่า 17,500 บาท ในปี 2569 ถึงปี 2571 ที่จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุดตามอัตราที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น หากผู้ประกันตนมีค่าจ้างต่ำกว่า 17,500 บาท จะคำนวณเงินสมทบตามฐานค่าจ้างจริง จึงไม่ได้รับผลจากการปรับฐานค่าจ้างในการคำนวณเงินสมทบใหม่แต่อย่างใด 2. การคำนวณเงินสมทบที่จะต้องนำส่งในแต่ละเดือน ยังคงใช้อัตราเท่าเดิม คือ 5% ดังนั้น เมื่อฐานค่าจ้างสูงสุดเพิ่มเป็น 17,500 บาท ในช่วงปี 2569 ถึงปี 2571 ผู้ประกันตนและนายจ้างจึงต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุดจำนวนเท่ากับ 875 บาท 3. “สิทธิ” ประโยชน์ของผู้ประกันตนเกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 แต่การคำนวณเงินทดแทนการขาดรายได้ต้องใช้ค่าจ้าง 3 เดือนย้อนหลังก่อนการเกิดสิทธิ นำมาเป็นฐานค่าจ้างในการคำนวณเงินทดแทนการขาดรายได้ “รายวัน” โดยพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 57 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การคำนวณค่าจ้างรายวันในการจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ให้แก่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ให้คำนวณโดยนำค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบสูงสุด 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิมารวมกันเป็นฐานในการคำนวณ แล้วหารด้วย 90 ในกรณีที่ผู้ประกันตนมีค่าจ้างไม่ครบ 3 เดือน ให้คำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยเป็นรายวัน 4. จำนวนเงินทดแทนการขาดรายได้ จะมีจำนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับค่าจ้าง “รายวัน” ที่ได้จากการคำนวณเฉลี่ยตามมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (ข้อ 3) และตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด ด้วยเหตุนี้ การปรับฐานค่าจ้างสูงสุดมากขึ้น ทำให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ที่เป็น “เงินทดแทนการขาดรายได้” มากขึ้น และมีเงินออมมากขึ้น ส่วนการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่นๆ ในเรื่องใดๆ นั้น ก็น่าจะมีความเป็นไปได้เช่นกัน... อย่าลืมติดตามอย่างใกล้ชิด
|
บางส่วนจากบทความ : ผู้ประกันตนได้ประโยชน์อะไร? เมื่อต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่ม โดย : ปรานี สุขศรี / Section : กฎหมายแรงงาน / Column : ประกันสังคม อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่...วารสาร HR Society ปีที่ 24 ฉบับที่ 277 เดือนมกราคม 2569
|
|
| |
| |
|
|

|