อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คุณพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ กับวิสัยทัศน์ในการผลักดันกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปสู่ความสำเร็จ
โดย
 |
| |
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คุณพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ กับวิสัยทัศน์ในการผลักดันกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปสู่ความสำเร็จ
|
ในฐานะอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คนที่ 31 คุณพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ เป็นผู้บริหารที่เติบโตมากับงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์อย่างแท้จริง ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีที่คลุกคลีทั้งการจดทะเบียนและบริการข้อมูลธุรกิจ การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ การดูแลผู้ทำบัญชี รวมทั้งการป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย เริ่มตั้งแต่การเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคำขอจดทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท สั่งสมความรู้จากหลายตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการกองตรวจสอบธุรกิจ กองพัฒนาผู้ประกอบการ กองทะเบียนธุรกิจ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ รองอธิบดี ผู้ตรวจราชการ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า การกลับมารับหน้าที่เป็นผู้นำในหน่วยงานที่คุ้นเคยอย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะผลักดันนโยบายเชิงรุก ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพบัญชี พัฒนาระบบข้อมูล และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สัมภาษณ์พิเศษนี้จะพาผู้อ่านไปรู้จักมุมมองของอธิบดีพูนพงษ์ ต่อภารกิจสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจไทยให้เดินหน้าอย่างโปร่งใสและพร้อมแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้อย่างสง่างาม
ท่านมีวิสัยทัศน์ในการผลักดันกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปสู่ความสำเร็จอย่างไร และภารกิจเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการคืออะไร จากวิสัยทัศน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า “องค์กรชั้นนำด้านบริการและขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” โดยการพัฒนาองค์กรเพื่อให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการทุกระดับ ยกระดับงานบริการและพัฒนาผู้ประกอบการอย่างรอบด้าน เน้นการขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อหนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อมารับตำแหน่งอธิบดีผมจึงได้กำหนด 8 ภารกิจเร่งด่วนที่กรมฯ ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้ประกอบการและเศรษฐกิจยุคใหม่ 1. ยกระดับบริการดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดย มุ่งผลักดันการให้บริการจดทะเบียนและบริการข้อมูลธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ 100% อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านประสบการณ์ผู้ใช้งานและฟังก์ชันการให้บริการ เพื่อยกระดับมาตรฐานงานบริการให้ทันสมัย โปร่งใส และตอบโจทย์ผู้ประกอบการ โดยเน้นการขับเคลื่อนบริการที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และลดขั้นตอนอย่างแท้จริง 2. เชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจให้ทุกภาคส่วน เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และเป็นปัจจุบัน เป็นการทำงานหลังบ้านที่จะเชื่อมต่อข้อมูลนิติบุคคลเข้ากับระบบของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจทั้งการเดินทาง ลดการใช้กระดาษ และเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจ ที่สำคัญผลักดันให้มีการนำข้อมูลธุรกิจไปวิเคราะห์ต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ วิเคราะห์เชิงนโยบาย และป้องกันความเสี่ยงทางธุรกิจ 3. ดูแลผู้ทำบัญชีเพื่อส่งเสริมธุรกิจให้มีธรรมาภิบาล การทำบัญชีเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลทั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชี ปัจจุบัน (15 พฤศจิกายน 2568) ประเทศไทยมีผู้ทำบัญชี 80,344 รายทั่วประเทศ ซึ่งมีบทบาทในการดูแลนิติบุคคลกว่า 980,000 ราย ทำให้ผู้ทำบัญชีเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยชี้ทิศทางธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุน ดังนั้นกรมฯ จึงให้ความสำคัญในการดูแลและสนับสนุนผู้ทำบัญชีอย่างรอบด้าน ทั้งการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพบัญชีผ่านการอบรมและพัฒนาองค์ความรู้ ตลอดจนการสร้างเครื่องมือดิจิทัลเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจมีระบบผู้ช่วยด้านบัญชีที่ทันสมัย เช่น การพัฒนาระบบ e-Accountant และการผลักดันปรับปรุงกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การปฏิบัติงานของผู้ทำบัญชีมีความสะดวก มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งนี้ คาดหวังให้กลุ่มผู้ทำบัญชีทำงานร่วมกับกรมฯ อย่างใกล้ชิด เข้าใจหลักเกณฑ์และแนวทางการดำเนินงานที่ถูกต้อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้นิติบุคคลได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนและเป็นมาตรฐาน การที่ผู้ทำบัญชีปฏิบัติงานด้วยความถูกต้อง มีมาตรฐาน และยึดมั่นในจริยธรรม จะส่งผลให้การจัดทำบัญชี การยื่นงบการเงิน และการยื่นแบบภาษีเป็นไปอย่างโปร่งใส เท่าเทียม และสอดคล้องตามกฎหมาย ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพธุรกิจและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม 4. ส่งเสริมศักยภาพ SMEs ให้ตรงตามความต้องการ โดยเฉพาะธุรกิจกลุ่มค้าส่ง-ค้าปลีก ร้านอาหาร สุขภาพและความงาม ธุรกิจครอบครัว และบริการผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สอดรับกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์) โดยจะเร่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้ทันต่อสภาพตลาดในยุคปัจจุบันและบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปส่งเสริมการพัฒนาระบบหลังบ้าน โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจ เช่น พัฒนาทักษะการประกอบธุรกิจผ่าน DBD Academy ซึ่งปัจจุบันมี 5 หลักสูตร 44 วิชา และร่วมกับ SME D Bank สนับสนุนวงเงินสินเชื่อในการขยายธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise Standard) ที่ผ่านการพัฒนาจากกรมฯ 5. เพิ่มรายได้ผู้ประกอบการผ่านการค้าออนไลน์ โดยเพิ่มช่องทางและโอกาสทางการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซทั้งไทยและต่างชาติ สร้างโอกาสให้ผู้ค้ารายเล็กได้มีช่องทางการตลาดที่หลากหลายมากขึ้น สามารถสร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเองได้อย่างน่าสนใจ ขายสินค้า/บริการผ่านโลกออนไลน์ให้เป็น รวมถึงเราจะขยายความร่วมมือไปยังแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ต่างๆ เพื่อร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการไทยด้วย 6. อำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในไทยอย่างถูกกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งระบุประเภทธุรกิจแนบท้ายไว้ใน 3 บัญชี โดยธุรกิจในบัญชีที่ 2 และ 3 ต้องยื่นคำขออนุญาตก่อนดำเนินการ โดยสามารถยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ทำให้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น กลุ่มผู้ประกอบการต่างชาตินี้ถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและมีความตั้งใจที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย กรมฯ จึงมุ่งเน้นการย่นระยะเวลาการดำเนินงานเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและสนับสนุนการลงทุนอย่างราบรื่น การลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ไม่เพียงช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการถ่ายทอดทักษะเชิงลึกด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับธุรกิจไทย เสริมสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้กับผู้ประกอบการไทย กรมฯ จึงมุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำด้านกฎหมาย รวมถึงขั้นตอนการลงทุน ปรับปรุงกระบวนการต่างๆ เพื่อลดขั้นตอนเพิ่มความรวดเร็วในการออกใบอนุญาตและยกระดับความโปร่งใสในการทำธุรกิจ 7. ป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด สำหรับผู้ประกอบการชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในไทยที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือไม่ยื่นขออนุญาตและหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยใช้คนไทยถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินี กรมฯ จะบังคับใช้กฎหมายในความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างระบบธุรกิจที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทย พร้อมเดินหน้าป้องกันและปราบปรามธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างเข้มข้น โดยเอาผิดกับทั้งบุคคลต่างชาติและคนไทยที่เป็นผู้สนับสนุน รวมถึงบัญชีม้านิติบุคคล และการปลอมแปลงเอกสารนิติบุคคล เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจ (Fair Trade) และรักษามาตรฐานการแข่งขันที่เท่าเทียม 8. แก้ไข กฎ ระเบียบให้ทันสมัยเอื้อต่อภาคธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีหน้าที่ดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจรวม 10 ฉบับ บางฉบับมีอายุกว่าหลายสิบปี เช่น พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 พระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ. 2509 และพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งยังถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน และเพื่อให้กฎหมายเหล่านี้ ทันต่อบริบททางธุรกิจและเหตุการณ์ปัจจุบัน กรมฯ จึงต้องดำเนินการปรับปรุง แก้ไขกฎและระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ แม้บางเรื่องอาจใช้เวลาในการพิจารณาและดำเนินการ แต่หากเห็นว่ามีประโยชน์กรมฯ จะเริ่มดำเนินการทันที ทั้งนี้ ตัวอย่างที่ปรับปรุงแล้ว อาทิ กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืน การจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน และการตัดหุ้นที่ซื้อคืนของบริษัท (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ฉบับใหม่ เรื่อง กำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้น
|
จากบทความเรื่อง สัมภาษณ์พิเศษ คุณพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า “กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับการสร้างรากฐานธุรกิจที่ยั่งยืน ผ่านการยกระดับวิชาชีพและการกำกับดูแลที่โปร่งใส” Section: Cover Story / Column: Cover Story / อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ได้ที่... วารสารเอกสารภาษีอากร ปีที่ 45 ฉบับที่ 531 เดือนธันวาคม 2568 หรือสมัครสมาชิก “วารสารเอกสารภาษีอากร” เพื่อรับสิทธิอ่านและสืบค้นบทความ ผ่านระบบ e- Magazine Index
|
|
| |
| |
|
|

|