ประโยชน์ทางภาษีจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
โดย
 |
| |
ประโยชน์ทางภาษีจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
|
เงินที่ได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีเงื่อนไขการเสียภาษีที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วยเงินทั้งหมด 4 ส่วน ดังนี้ 1. เงินสะสม (สมาชิกจ่ายเงินเข้ากองทุนเอง) เงินส่วนนี้จะได้รับการยกเว้นภาษี แม้ว่าจะสิ้นสุดความเป็นสมาชิกของกองทุนฯ ไม่ว่าจะเป็นการลาออกเอง นำเงินออก หรือถูกให้ออก 2. ผลประโยชน์ที่ได้จากเงินสะสม คือ เงินส่วนที่งอกเงยจากการลงทุนด้วยเงินของพนักงาน 3. เงินสมทบจากนายจ้าง คือ เงินส่วนที่นายจ้างจ่ายสมทบให้กับลูกจ้าง 4. ผลประโยชน์ที่ได้จากเงินสมทบ คือ เงินส่วนที่งอกเงยจากการลงทุนด้วยเงินสมทบของนายจ้าง ประโยชน์สำหรับนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา 1. สำหรับนิติบุคคล (นายจ้าง) เงินสมทบเข้ากองทุน : นำมาหักเป็นรายจ่ายได้ แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้าง (ตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร) ผลประโยชน์จากการลงทุน : ได้รับการยกเว้นภาษี ทำให้กองทุนสามารถสะสมผลตอบแทนเต็มจำนวนเพื่อนำไปจัดสรรแก่สมาชิก แรงจูงใจเชิงองค์กร : นายจ้างได้รับสิทธิทางภาษีควบคู่กับการเสริมสร้างภาพลักษณ์และการรักษาบุคลากรคุณภาพ
2. สำหรับบุคคลธรรมดา (ลูกจ้าง) เงินสะสมเข้ากองทุน : หักลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขคือ ไม่เกิน 15% ของเงินได้ รวมกับกองทุนบำนาญภาคเอกชน กองทุน RMF และเบี้ยประกันบำนาญ ไม่เกิน 500,000 บาท/ปี เงินสมทบนายจ้าง : ไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่นายจ้างจ่ายสมทบ แต่จะถูกนำมาคำนวณเมื่อสมาชิกออกจากกองทุน ผลประโยชน์จากการลงทุน : ได้รับการยกเว้นภาษีจนกว่าจะมีการจ่ายคืน การเสียภาษีเมื่อรับเงินกองทุน : • หากเกษียณอายุ (55 ปีขึ้นไป และเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 5 ปี) ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีบางส่วนหรือทั้งหมด • หากลาออกก่อนเกษียณ ต้องนำเงินไปรวมเป็นเงินได้พึงประเมินและเสียภาษีตามอัตราก้าวหน้า
|
จากบทความเรื่อง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับประเด็นทางภาษี Section: TaxTalk / Column: Tax Tips for HR/ อ่านบทความฉบับสมบูรณ์ได้ที่...วารสารเอกสารภาษีอากร ปีที่ 45 ฉบับที่ 530 เดือนพฤศจิกายน 2568 หรือสมัครสมาชิก “วารสารเอกสารภาษีอากร” เพื่อรับสิทธิอ่านและสืบค้นบทความ ผ่านระบบ e- Magazine Index
|
|
| |
| |
|
|

|