การคุ้มครองลูกจ้างหญิง เนื่องจากการตั้งครรภ์ (Maternity Protection)
โดย
 |
| |
การคุ้มครองลูกจ้างหญิง เนื่องจากการตั้งครรภ์ (Maternity Protection)
|
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 บัญญัติให้ความคุ้มครองการใช้แรงงานหญิงไว้ในหมวดที่ 3 เรื่อง การใช้แรงงานหญิง มาตรา 38 ถึงมาตรา 43 ต่อมาบทบัญญัติในส่วนนี้ได้มีการแก้ไขปรับปรุง 2 ครั้ง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ตามลำดับ ขณะเขียนบทความนี้ วุฒิสภาได้มีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เมื่อผ่านขั้นตอนการออกกฎหมายแล้ว จะเป็นพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. ... ซึ่งจะมีผลใช้บังคับภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ดังนั้น จึงขอยกประเด็นเกี่ยวกับการคุ้มครองลูกจ้างหญิงเนื่องจากการตั้งครรภ์ (Maternity Protection) ซึ่งกฎหมายคุ้มครองแรงงานให้ความคุ้มครองลูกจ้างหญิงไว้หลายประการ ได้แก่ 1 ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานที่ไม่เหมาะสม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 39 บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) งานเกี่ยวกับเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน (2) งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ (3) งานยก แบก หาม หาบ ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกิน 15 กิโลกรัม (4) งานที่ทำในเรือ (5) งานอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
2 ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 39/1 บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึงเวลา 06.00 นาฬิกา ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุด อย่างไรก็ดี มีข้อยกเว้นในกรณีที่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร งานวิชาการ งานธุรการ หรืองานเกี่ยวกับการเงินหรือบัญชี นายจ้างอาจให้ลูกจ้างนั้นทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้เท่าที่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป มีข้อควรสังเกตว่า กฎหมายคุ้มครองแรงงานบัญญัติยกเว้นเฉพาะการทำงานล่วงเวลาเท่านั้น สำหรับการทำงานในระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึงเวลา 06.00 นาฬิกา และการทำงานในวันหยุดไม่มีข้อยกเว้นเลย ดังนั้น แม้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ยินยอม นายจ้างจะให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึงเวลา 06.00 นาฬิกา และการทำงานในวันหยุดไม่ได้ ถือว่าฝ่าฝืนกฎหมาย 3 ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิขอเปลี่ยนงานชั่วคราว ในระหว่างตั้งครรภ์ รวมทั้งภายหลังคลอดบุตรแล้ว ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมเป็นการชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดได้ โดยลูกจ้างหญิงมีครรภ์นั้นจะต้องมีใบรับรองของแพทย์แผนปัจจุบัน ชั้น 1 มาแสดงว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมต่อไปได้ เมื่อแสดงต่อนายจ้างแล้ว นายจ้างมีหน้าที่ต้องพิจารณาเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้แก่ลูกจ้างนั้น ทั้งนี้ เป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 42
4 ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุตั้งครรภ์ ก่อนปี 2541 ไม่ได้มีบทบัญญัติห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุตั้งครรภ์ แต่ต่อมา พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 43 ได้บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์ นายจ้างจึงนำเหตุการตั้งครรภ์ของลูกจ้างมาเป็นเหตุเลิกจ้างไม่ได้ เพราะจะฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว
5 ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรและลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร (ใหม่) กฎหมายคุ้มครองแรงงานในปัจจุบัน ให้สิทธิลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่งไม่เกิน 98 วัน วันลาเพื่อคลอดบุตรนี้ให้หมายความรวมถึงวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรด้วย และการนับวันลาเพื่อคลอดบุตรให้นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวันลาด้วย (มาตรา 41) ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างวันลาเพื่อคลอดบุตรจากนายจ้างตลอดเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 45 วัน (มาตรา 59) และได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรจากกองทุนประกันสังคม เท่ากับค่าจ้างอีก 45 วัน
กฎหมายคุ้มครองฉบับใหม่ คือ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. ... จะเพิ่มความคุ้มครองลูกจ้างหญิงมีครรภ์ ให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิ “ลาเพื่อคลอดบุตร” ครรภ์หนึ่งไม่เกิน 120 วัน หรือตามจำนวนวันที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา โดยนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างในวันลาเพื่อคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลาไม่เกิน 60 วัน หรือตามจำนวนวันที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา นอกจากนี้ ยังให้สิทธิลูกจ้างหญิงมีครรภ์ที่ใช้สิทธิลาเพื่อคลอดบุตรแล้ว มีสิทธิ “ลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตร” ได้อีกไม่เกิน 15 วัน ในกรณีที่บุตรมีภาวะการเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติหรือภาวะพิการ โดยลูกจ้างหญิงต้องมีใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันประกอบการลาด้วย นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างในช่วงลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันลา (มาตรา 59/1)
กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ยังบัญญัติให้สิทธิคู่สมรส “ลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตร” โดยมาตรา 41/1 บัญญัติให้สิทธิลูกจ้างไม่ว่าชายหรือหญิง มีสิทธิเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตร ได้ไม่เกิน 15 วัน โดยนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างตลอดเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 15 วัน ตามมาตรา 59/2 การใช้สิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตร ลูกจ้างจะต้องใช้สิทธิก่อนหรือในวันที่ลาภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คลอดบุตรด้วย
กล่าวโดยสรุปว่า ประเทศไทยได้จัดให้มีการคุ้มครองแรงงานหญิง โดยมีพัฒนาการในการให้ความคุ้มครองดีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ด้านสวัสดิการและความมั่นคงในชีวิตของลูกจ้างและสังคมโดยส่วนรวม
|
บางส่วนจากบทความ : พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ (ฉบับที่ 9) พ.ศ. ...กับมาตรฐานการคุ้มครองแรงงานหญิง ที่เพิ่มมากขึ้น โดย : พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น / Section : กฎหมายแรงงาน / Column : กฎหมายคุ้มครองแรงงาน อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่...วารสาร HR Society ปีที่ 23 ฉบับที่ 275 เดือนพฤศจิกายน 2568
|
|
| |
| |
|
|

|