ข้อจำกัดสิทธิในการเลิกจ้างของนายจ้าง (Restricted Dismissal)
โดย
 |
| |
ข้อจำกัดสิทธิในการเลิกจ้างของนายจ้าง (Restricted Dismissal)
|
สัญญาจ้างแรงงาน เป็นสัญญาในทางแพ่งประเภทหนึ่ง คู่สัญญาทั้งนายจ้างและลูกจ้างต่างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่กันได้ ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการลาออก การลาออกย่อมมีผลโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมหรืออนุมัติจากนายจ้าง สัญญาจ้างแรงงานก็มีผลสิ้นสุดลง ทำนองเดียวกัน นายจ้างก็มีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยการเลิกจ้าง การเลิกจ้างก็มีผลทำให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างดุจกัน อย่างไรก็ตาม การที่นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกจ้างไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ อาจกระทบต่อสิทธิในการทำงาน (Right to Work) และมีรายได้ของลูกจ้าง ดังนั้น กฎหมายแรงงานจึงมีบทบัญญัติจำกัดสิทธิในการเลิกจ้างของนายจ้างไว้ เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความเป็นธรรมและมีความมั่นคงในการทำงาน โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. ห้ามเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุตั้งครรภ์ กฎหมายแรงงานให้ความคุ้มครองลูกจ้างหญิงไว้หลายประการ รวมถึงการคุ้มครองลูกจ้างหญิงในระหว่างตั้งครรภ์ด้วย ดังนั้น กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเพราะเหตุตั้งครรภ์ แต่ไม่ได้บัญญัติห้ามเลิกจ้างลูกจ้างหญิงที่ตั้งครรภ์เพราะเหตุอื่น หากลูกจ้างหญิงมีครรภ์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน กรณีร้ายแรง เช่น ทุจริตยักยอกเงินของนายจ้าง ลักทรัพย์นายจ้าง ฯลฯ นายจ้างอาจเลิกจ้างลูกจ้างหญิงนั้นได้ ไม่เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 43 เพราะเลิกจ้างเนื่องจากเหตุการณ์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน 2. ห้ามเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลแรงาน คณะกรรมการลูกจ้าง เป็นองค์กรแรงงานฝ่ายลูกจ้าง จัดตั้งตามแนวความคิดแรงงานสัมพันธ์สมัยใหม่(Worker Participation in Management) โดย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 45 บัญญัติให้สิทธิลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบกิจการ ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป อาจร่วมกันจัดตั้ง “คณะกรรมการลูกจ้าง” ขึ้นหนึ่งคณะ โดยจำนวนกรรมการลูกจ้างในคณะกรรมการลูกจ้างจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกจ้างในสถานประกอบการนั้นๆ โดยมีจำนวนตั้งแต่ 5 คน จนถึง 21 คน กรรมการลูกจ้างทำหน้าที่เป็นตัวแทนของลูกจ้าง เพื่อร่วมมือกับนายจ้างในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ การแก้ไขปรับปรุงข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ร่วมกันพิจารณาข้อร้องทุกข์ของลูกจ้าง ฯลฯ ในการทำหน้าที่ของกรรมการลูกจ้างดังกล่าว อาจทำให้นายจ้างไม่พอใจและกลั่นแกล้ง รวมถึงอาจเลิกจ้างกรรมการลูกจ้าง ดังนั้น พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 52 จึงให้ความคุ้มครองกรรมการลูกจ้าง โดยกำหนดห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้าง ลดค่าจ้าง ลงโทษ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการลูกจ้าง หรือกระทำการใดๆ อันอาจเป็นผลให้กรรมการลูกจ้างไม่สามารถทำงานต่อไปได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานเสียก่อน 3. ห้ามเลิกจ้างลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในระหว่างร่วมเจรจาต่อรอง มีข้อควรสังเกตว่า บุคคลที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้ ได้แก่ ลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง เช่น ผู้แทนลูกจ้างในการเจรจาข้อเรียกร้องฯ กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน กรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง การเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องอาจเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น เป็นผู้มีชื่อและลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้อง ผู้แทนเจรจาข้อเรียกร้อง ฯลฯ หรือเกี่ยวข้องโดยอ้อม เช่น เป็นผู้ให้คำปรึกษาในการยื่นข้อเรียกร้อง เป็นผู้พิมพ์ข้อเรียกร้อง ผู้นำข้อเรียกร้องไปส่งให้แก่นายจ้าง ฯลฯ ลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม ย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้ อย่างไรก็ตาม นายจ้างอาจเลิกจ้างลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องได้ หากเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย ได้แก่ (1) ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง (2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย (3) ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง โดยนายจ้างด่ากล่าว และตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำต้องว่ากล่าวและตักเตือน ทั้งนี้ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งนั้นต้องมิได้ออกเพื่อขัดขวางมิให้บุคคลดังกล่าวดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง (4) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
|
บางส่วนจากบทความ : ข้อจำกัดสิทธิในการเลิกจ้างของนายจ้าง (Restricted Dismissal) โดย : พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น / Section : กฎหมายแรงงาน / Column : กฎหมายคุ้มครองแรงงาน อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่...วารสาร HR Society ปีที่ 23 ฉบับที่ 266 เดือนกุมภาพันธ์ 2568
|
|
| |
| |
|
|

|