๒. จ่ายเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง กฎหมายประกันสังคมกำหนดให้มีกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งเรียกว่า “กองทุนประกันสังคม” โดยให้นายจ้าง ผู้ประกันตนและรัฐบาล เป็นผู้จ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราที่เท่ากันกับลูกจ้าง ซึ่งปัจจุบันอัตรา เงินสมทบที่นายจ้างและผู้ประกันตนต้องจ่าย ก็คือ ๕% ของค่าจ้างของผู้ประกันตน ส่วนรัฐบาลต้องจ่ายในอัตรา ๒.๗๕% ของค่าจ้างของผู้ประกันตน โดยกำหนดเงินค่าจ้างขั้นสูงที่จะต้องนำมาคำนวณเงินสมทบ คือ ไม่เกินเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ฉะนั้น เงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่ายสำหรับลูกจ้างแต่ละคนใน แต่ละเดือนจึงเป็นจำนวนไม่เกิน ๗๕๐ บาท เท่านั้น กรณีที่การคำนวณเงินสมทบแล้วมีเศษสตางค์ตั้งแต่ ๕๐ สตางค์ขึ้นไป ให้นับเป็น ๑ บาท แต่ถ้าน้อยกว่าให้ปัดทิ้ง ดังนั้น เมื่อคำนวณเงินสมทบแล้วมีเศษสตางค์ นายจ้างก็จะต้องนำเงินสมทบส่งเข้ากองทุนตามจำนวนที่ได้มีการปัดเศษสตางค์แล้วเท่านั้น ๓. หน้าที่หักค่าจ้างของลูกจ้างเท่ากับจำนวนที่ต้องนำส่งเป็นเงินสมทบ ทุกครั้งที่นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้าง กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องหักค่าจ้างของลูกจ้างเท่ากับจำนวน ที่ต้องนำส่งเป็นเงินสมทบ และลูกจ้างไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธหน้าที่การจ่ายเงินสมทบและไม่มีสิทธิ ที่จะห้ามนายจ้างหักค่าจ้าง ๔. หน้าที่รับผิดใช้เงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน กรณีที่นายจ้างไม่ได้หักค่าจ้างของผู้ประกันตนไว้หรือนายจ้างหักเงินค่าจ้างของลูกจ้างไว้แล้ว แต่ไม่ได้นำส่งหรือส่งไม่ครบจำนวนตามที่ได้หักไว้ จะมีผลต่อนายจ้างและผู้ประกันตนคือนายจ้างต้องรับผิดในจำนวนเงินสมทบที่นายจ้างยังมิได้นำส่งเข้ากองทุนและเงินเพิ่มของเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งเข้ากองทุน กรณีนี้นายจ้างไม่มีสิทธิเรียกให้ลูกจ้างจ่ายเงินสมทบเอง ย้อนหลังไปตั้งแต่เดือนที่ตนเองมิได้ดำเนินการ สำหรับผู้ประกันตน แม้นายจ้างมิได้นำส่งเงินสมทบ ลูกจ้างมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองจากกองทุประกันสังคม ๕. นำส่งเงินสมทบ นายจ้างจะต้องนำเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่นายจ้างได้หักไว้นั้น รวมทั้งเงินสมทบในส่วนที่นายจ้าง นำส่งสำนักงานประกันสังคม ภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสมทบไว้ ๖. หน้าที่จ่ายเงินเพิ่ม กรณีที่นายจ้างไม่ได้นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดจากเดือนที่นายจ้างหักเงินสมทบไว้ หรือกรณีที่นายจ้างนำส่งไม่ครบจำนวน นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ในอัตราร้อยละ ๒ ต่อเดือนของเงินสมทบที่ยังไม่นำส่งหรือ ที่ยังขาดอยู่ อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะกำหนดให้นายจ้างนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดจากเดือนที่นายจ้างหักเงินสมทบไว้ก็ตาม กฎหมายประกันสังคมยังทอดระยะเวลาให้อีก ๑๔ วันในการนำส่งเงินสมทบโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ถ้าครบ ๑๕ วัน ถือว่านายจ้างค้างชำระเงินสมทบ ๑ เดือน นายจ้างต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๒ ต่อเดือนของเงินสมทบที่ค้างชำระ ๗. หน้าที่ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับกิจการของนายจ้างที่นายจ้างเคยแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและกฎหมายกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น เช่น (๑) ข้อเท็จจริงในส่วนของนายจ้าง ในการเข้าสู่ระบบประกันสังคม กฎหมายกำหนดให้นายจ้างยื่นแบบขึ้นทะเบียนนายจ้างซึ่งในแบบดังกล่าวจะปรากฏรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของนายจ้าง ไม่ว่าจะเป็นชื่อสถานประกอบการ ที่อยู่ รายชื่อเจ้าของกิจการ หุ้นส่วนหรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล (กรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคล) จำนวนลูกจ้าง ชื่อและจำนวนสำนักงานสาขา ประเภทของการประกอบกิจการ เป็นต้น ต่อมาเมื่อข้อเท็จจริงดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีการย้ายสถานประกอบการ หยุดกิจการชั่วคราว เลิกประกอบกิจการ เปลี่ยนชื่อสถานประกอบการ เปลี่ยนผู้มีอำนาจลงนาม เปลี่ยนผู้รับมอบอำนาจ เพิ่มจำนวนสาขา ยกเลิกสาขา กรณีดังนี้กฎหมายกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง (๒) ข้อเท็จจริงของผู้ประกันตน เมื่อนายจ้างยื่นแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง นายจ้างจะต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนด้วย ซึ่งในแบบดังกล่าวจะปรากฏรายละเอียด ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตน เช่น ชื่อชื่อสกุล วัน เดือน ปี เกิด เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ สถานภาพ ครอบครัว เป็นโสด สมรส หรือหม้าย มีบุตรหรือไม่ จำนวน กี่คน เป็นต้น ต่อมาเมื่อข้อเท็จจริงของลูกจ้างดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป เช่น คำนำหน้านาม ชื่อสกุล สถานภาพครอบครัว จำนวนบุตร หน้าที่ในการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนี้ นายจ้างต้องกระทำภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น เดือนพฤษภาคม นายจ้างได้มีการขยายกิจการโดยเพิ่มจำนวนสาขา หรือได้มีการย้ายสำนักงานไปที่แห่งใหม่ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาใดของเดือนกันยายน ก็ตาม นายจ้างจะต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง ต่อสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนมิถุนายน ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการ ภายใน วันที่ ๑๕ ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง นายจ้างมีความผิดระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนั้น ถ้านายจ้างได้แจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่แจ้งข้อความไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง นายจ้างยังต้องมีความผิดระวางโทษ เช่นเดียวกับกรณีที่นายจ้างไม่แจ้ง เปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง ๘. หน้าที่ในการจัดทำทะเบียนผู้ประกันตน โดยกรอกรายละเอียดของผู้ประกันตน ตามแบบทะเบียนผู้ประกันตน คือ เลขที่บัตรประกันสังคมของผู้ประกันตน (เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน) ระบุชื่อ ชื่อสกุล วันเดือน ปี เกิด วันที่เริ่มจ้างและวันสิ้นสุดการจ้างคือวันที่ลูกจ้างลาออกจากงานและเก็บรักษาไว้ ณ ที่ทำงานของนายจ้างเพื่อแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในเวลาที่มีการตรวจสถานประกอบการ การจัดทำทะเบียนผู้ประกันตนเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการตรวจตราให้การดำเนินการคุ้มครองผู้ประกันตนบรรลุตามเจตนารมณ์ของกฎหมายประกันสังคม กรณีที่นายจ้างไม่จัดทำทะเบียนผู้ประกันตนและไม่ได้เก็บรักษาไว้ ณ ที่ทำงานของนายจ้าง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ๙. หน้าที่เป็นผู้รับการตรวจที่ดี พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคม มีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจสอบสถานประกอบการ ๒ ลักษณะ คือ ประการแรก คือ ตรวจตามปกติ เป็นการตรวจเยี่ยมสถานประกอบการเพื่อชี้แจงแนะนำให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายประกันสังคมให้ถูกต้อง ประการที่สอง คือ ตรวจตามคำร้องขอหรือคำร้องเรียน การตรวจในลักษณะนี้พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการเมื่อมี คำขอหรือการร้องเรียนจากบุคคลทั่ว ๆ ไป โดยในการเข้าตรวจสถานประกอบการพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ ดังนี้ (๑) มีอำนาจเข้าไปในสถานประกอบการหรือสำนักงานของนายจ้าง สถานที่ทำงานของลูกจ้าง จุดประสงค์ที่เข้าไปก็เพื่อตรวจสอบหรือสอบถามข้อเท็จจริง ตรวจสอบทรัพย์สินหรือเอกสารหลักฐาน ถ่ายภาพ ถ่ายสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับการจ้าง การจ่ายค่าจ้าง ทะเบียนลูกจ้าง การจ่ายเงินสมทบ และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องหรือนำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบ หรือกระทำการอย่างอื่นตามสมควรเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในอันที่จะปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายประกันสังคม ดังนั้น หากพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปเพื่อจุดประสงค์อื่น นายจ้างมีสิทธิที่จะขัดขวางไม่อนุญาตให้เข้าไปในสถานที่อันเป็นของนายจ้างได้ และที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องอยู่ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกหรือในระหว่างเวลาทำ การของลูกจ้างเท่านั้น (๒) มีอำนาจตรวจค้นสถานที่หรือยานพาหนะ พนักงานเจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจนี้ได้จะต้องมีข้อสงสัยและมี เหตุอันทำให้เชื่อได้ว่ามีทรัพย์สินของนายจ้างที่ไม่นำส่งเงิน สมทบ เงินเพิ่มหรือนำส่งไม่ครบจำนวนเก็บไว้หรือซุกซ่อนไว้ในสถานที่หรือยานพาหนะนั้น ซึ่งการทำหน้าที่นี้ก็จะต้องกระทำในระหว่างเวลาทำการหรือในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกเช่นกัน เว้นแต่ ในกรณีที่ค้นยังไม่แล้วเสร็จ ก็สามารถทำการค้นต่อไปได้ มีข้อสังเกตว่าสถานที่หรือยานพาหนะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจตรวจค้นได้นี้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะสถานที่หรือยานพาหนะของนายจ้างเท่านั้น แต่รวมถึงสถานที่หรือยานพาหนะของบุคคลใด ๆ ก็ได้ ที่มีข้อสงสัยและเหตุที่น่าเชื่อได้ว่ามีทรัพย์สินของนายจ้างเก็บไว้หรือซุกซ่อนอยู่ในสถานที่หรือยานพาหนะนั้น ๆ (๓) มีอำนาจทำหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องหรือสิ่งอื่นที่ จำเป็นมาเพื่อประกอบการพิจารณา การใช้อำนาจนี้มีลักษณะเช่นเดียวกับอำนาจในการตรวจสอบสถานที่หรือยานพาหนะ เพราะการมีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสารนั้น ไม่ได้หมายถึงเฉพาะตัวนายจ้างเท่านั้น แต่รวมถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบ ซึ่งการใช้อำนาจนี้เป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อที่จะให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนถูกต้องก่อนที่จะดำเนินการกระบวนพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างได้ ดังนั้น หากนายจ้างหรือบุคคลใดได้รับหนังสือหรือถูกเรียกไปให้ ถ้อยคำก็ควรที่จะรีบดำเนินการตามเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด เพราะกรณีอย่างนี้ย่อมถือได้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ให้โอกาสนายจ้างในการโต้แย้งหรือแสดงข้อเท็จจริงแล้ว (๔) อำนาจในการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของนายจ้าง นายจ้างมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบและนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมภายในวันที่ ๑๕ ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสมทบไว้ ถ้านายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบหรือนำส่งไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนด นายจ้างจะต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มอีกในอัตราร้อยละ ๒ ต่อเดือนของเงินสมทบที่ยังไม่นำส่งหรือที่ยังขาดอยู่ นอกจากนั้นหาก พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มีคำเตือนแล้ว แต่นายจ้างยังเพิกเฉย เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมมีอำนาจออกคำสั่งยึด อายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาชำระเป็นเงินสมทบหรือเงินเพิ่มที่ค้างชำระ ดังกล่าว และเมื่อเลขาธิการออกคำสั่งแล้ว ก็ย่อมเป็นหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการตามคำสั่งของเลขาธิการ โดยไม่จำเป็นต้องยื่นฟ้องเป็นคดีต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำบังคับแต่อย่างใด ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายประกันสังคม พนักงานเจ้าหน้าที่มีฐานะเป็น “เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา” หมายความว่า ผู้ใดดูหมิ่นพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือต่อสู้ ขัดขวางหรือข่มขืนใจพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือให้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ผู้นั้นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย
กรณีลูกจ้างรายวัน (1) ทำงานวันหยุดได้รับค่าจ้าง 2 เท่า (2) ทำงานวันนักขัตฤกษ์ได้ค่าจ้าง 2 เท่า (3) วันนักขัตฤกษ์ไม่ทำงาน ได้รับค่าจ้าง 1 เท่าปกติ
อยากทราบว่าเงินได้เหล่านี้นำมาคำนวณหักเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่?