|
เขียนโดย กองบรรณาธิการ
|
|
วันศุกร์ที่ 02 ธันวาคม 2011 เวลา 14:52 น. |
|

น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้เป็นโอกาสให้ผมได้นั่งรถเมล์ระหว่างที่ พักและที่ทำงานอยู่เกือบเดือน เพราะถนนกาญจนาภิเษกย่านบางแค น้ำขึ้นสูง ลามเข้าหมู่บ้านระดับหัวเข่าจนจำเป็นต้องอพยพครอบครัวด้วยรถ 6 ล้อไปอาศัยคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านเจริญนคร ที่กัลยาณมิตรของลูกชายเอื้อเฟื้อให้อยู่ เมื่อกลับที่พักเห็นทิวทัศน์ของฝั่งพระนครที่มีตึกสูงมากมายคล้าย ประเทศที่เจริญแล้ว เมื่ออยู่บนรถเมล์ปรับอากาศก็ได้สัมผัสสภาพแออัดของผู้โดยสารที่ต้องเร่งรัด เร่งรีบยามเช้าไปทำงานและกลับบ้านตอนค่ำ นี่ถ้าพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพทั้งระบบรถเมล์และรถไฟฟ้า รวมทั้งการโดยสารทางเรือที่สะดวก กะเวลาได้แน่นอนและปลอดภัย จากวินัยและความรับผิดชอบของคนขับ ก็น่าจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมดีขึ้น ก็จะเป็นการแก้ปัญหาพื้นฐานการจราจรบนถนนที่ติดขัดเพราะปริมาณรถยนต์ส่วนตัว เพิ่มมากจนระบบถนนรองรับไม่พอ และขาดยุทธศาสตร์โดยรวมของระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง แต่พอกรุงเทพฯ และปริมณฑลมาเจอน้ำท่วมระดับทำลายสถิติ 100 ปี ถนนก็เลยกลายเป็นคลองหรือหลายจุดดูราวกับแม่น้ำที่ต้องใช้เรือโดยสารกัน แม้ตอนนี้พื้นที่ส่วนใหญ่เริ่มแห้ง หรือรถยนต์ขนาดเล็กวิ่งผ่านน้ำระดับตาตุ่มไปได้ แต่ก็ยังมีหลายพื้นที่ยังอยู่ในสภาพบ้านแช่น้ำมานานกว่าเดือน อย่างน่าเห็นใจยิ่ง ปรากฏการณ์ที่ได้เห็นจากวิกฤตมหาอุทกภัยครั้งนี้ก็คือ “น้ำใจ” ของผู้คนและองค์กรต่างๆ ได้แสดงออกมาในการช่วยเหลือบริจาคทั้งแรงกาย แรงทรัพย์ และสิ่งของ อาหารไปสู่ผู้ประสบอุทกภัย เราได้เห็นการแสดงออกในเชิงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ที่ถูกหลักคือคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องรอบด้าน อันได้แก่ พนักงาน ลูกค้า คู่ค้า ชุมชน และสังคมวงกว้าง ธุรกิจชั้นนำแขนงต่างๆ พากันแสดงจุดยืนและช่วยเหลือเกื้อกูลต่อ “คน” ในองค์กรและนอกองค์กรทั้งลูกค้า คู่ค้า และชุมชน ธุรกิจธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ได้เสนอการช่วยเหลือทางการเงิน ทั้งลดภาระดอกเบี้ยและผ่อนปรนยืดอายุการผ่อนหนี้ รวมทั้งรายการช่วยเหลือฟื้นฟูความเข้มแข็งแก่ลูกค้า นี่แสดงว่าสถาบันการเงินซึ่งในอดีตเคยถูกมองว่า “ค้าเงิน” และมุ่งหาประโยชน์สูงสุดจากธุรกิจการเงิน ปัจจุบันกระแสสังคมและโอกาสในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสรับรู้ เรียนรู้ และเปรียบเทียบ ธุรกิจยุคนี้จึงพากันตระหนักและต้องแสดงจุดยืนการเป็นกิจการ ที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และคุณธรรม เพื่อให้ถูกเลือกจากสังคมในการคบค้าและสนับสนุน ตัวอย่างของธนาคารชั้นนำอย่างธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงศรีอยุธยา ทีเอ็มบี และซีไอเอ็มบีไทย ก็พากันแสดงออกที่ห่วงใยสังคม นอกจากการบริจาคสิ่งของและอาหารแก่ผู้เดือดร้อน เรายังได้เห็นการสื่อสารองค์กรด้วยวลีที่แสดงน้ำใจไมตรี และให้กำลังใจในการฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ผมชอบถ้อยคำในโฆษณาสื่อสารองค์กรของกลุ่ม ปตท.ที่ว่า “เราเชื่อมั่นกับทุกคนว่าพรุ่งนี้จะยังมีชีวิตและความหวัง จะยังมีรอยยิ้มและความสว่างไสว และมีอนาคตของประเทศไทยรอเราอยู่ในทุกที่ แต่ทั้งหมดต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้” อีกทั้งประโยคทิ้งท้ายที่ว่า “กลุ่ม ปตท.ขอรวมพลังกับคนไทย เริ่มต้นฟื้นฟูและเยียวยา เพื่อให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรากลับมาแข็งแรงอย่างยั่งยืน” ถามว่า ปตท.จะมีส่วนอย่างไรในการฟื้นฟูและเยียวยาตามการตอกย้ำทุกชิ้นของโฆษณา สังคมก็ต้องติดตามบทบาทของบริษัทที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งนี้ ซึ่งมีความแข็งแกร่งทางธุรกิจและการเงิน ท่าทีทำนองนี้หากมิใช่เป็นเพียง “ภาษาดอกไม้” ก็จะเป็นบทบาทที่มีคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพันธกิจที่ต้องมีใน “หน้าที่ความรับผิดชอบ” ในฐานะภาครัฐที่ไล่เรียงตั้งแต่ รัฐบาล ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ เป็นสำคัญ ส่วนธุรกิจเอกชน และองค์กรภาคประชาชนนั้น เป็นเพราะมี “จิตอาสา” ด้วยจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นความเสียสละ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลและข้าราชการซึ่งมีกฎหมายและงบประมาณเป็นเครื่องมือ ถ้ามีวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้า มีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ และมีความรับผิดชอบที่จะเลือกแนวทางและดำเนินการเพื่อให้เกิดผลดีที่คุ้มค่า ต่อสังคมส่วนใหญ่ การเริ่มต้นล้างสิ่งเลว และเริ่มสร้างสรรค์สิ่งดีจะเกิดขึ้นได้
ที่มา :: www.manager.co.th
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 06 ธันวาคม 2011 เวลา 10:11 น. |